คนไทยได้ประโยชน์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมีจำนวนมากขึ้น

9

ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งจากประเทศที่มีรายได้ต่ำในช่วงทศวรรษปี 80 กลายเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงในปี 2554 ประเทศไทยจะสามารถเติบโตในอัตราที่เร็วกว่าที่เป็นอยู่เพื่อมุ่งสู่ความเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้อย่างไรประเทศที่สามารถก้าวกระโดดไปสู่ระดับรายได้สูงในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา เช่น เกาหลีใต้ หรือไต้หวัน ล้วนแล้วแต่คงการเจริญเติบโตโดยเฉลี่ยที่เกินกว่าร้อยละ 5 มาเป็นเวลา 20 ปีขึ้นไปแล้วประเทศไทยจะสามารถดำเนินรอยตามประเทศเหล่านั้นได้หรือไม่? ช่างเป็นคำถามที่ตอบได้ยากยิ่ง จริงๆ แล้วคำถามนี้เป็นคำถามแรกในจำนวนทั้งหมด 3 คำถามที่ผมอยากจะกล่าวถึงในวันนี้ คำถามที่สองคือ จะทำอย่างไรให้ความเจริญของประเทศไทยเป็นไปอย่างทั่วถึงมากขึ้น? ระดับความยากจนของประเทศไทยลดต่ำลง ในปี 2543 คนไทยร้อยละ 20 ใช้จ่ายไปกับของจำเป็นในชีวิตประจำวันน้อยกว่าเส้นแบ่งความยากจนของชาติ ในปี 2553 มีคนไทยเพียงร้อยละ 10 ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจนดังกล่าว

สภาวะความไม่เสมอภาคก็ลดต่ำลงด้วยเช่นกัน คนไทยที่ได้ประโยชน์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ค่าสัมประสิทธิ์จีนี่ที่วัดความเหลื่อมล้ำทางการบริโภคในประเทศไทยลดต่ำลงในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จากร้อยละ 42 ในปี 2537 เป็นร้อยละ 39 ในปี 2553 นี่คือข่าวดีความท้าทายก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันยังคงมีอยู่สูง ความเหลื่อมล้ำทางการบริโภคในอัตราเกือบร้อยละ 40 นั้นถือว่าสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานนานาชาติ แม้ว่าความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้ของประเทศไทยจะลดต่ำลง แต่อัตราร้อยละ 52 ในปี 2553 ก็ยังคงเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในบรรดาประเทศในเอเซียตะวันออกแล้วจะต้องทำอย่างไรประเทศไทยจึงจะสามารถลดความไม่เท่าเทียมกันให้มากกว่านี้ เพื่อที่คนไทยทุกคนจะได้ประโยชน์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ? ผมเชื่อว่าการพัฒนาการศึกษาและทักษะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเจริญเติบโตที่สูงขึ้นและทั่วถึงขึ้นในระยะยาว ในประเทศไทย ประเด็นหลักๆ คืออัตราการใช้พลังงานของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการขนส่ง ถือได้ว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อัตราส่วนของปริมาณพลังงานที่ใช้ในภาคการขนส่งสูงที่สุดในโลกในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้ผลิตน้ำมันเอง ซึ่งสูงเป็นสองเท่าของประเทศจีนและกว่าสามเท่าของเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด ที่ติดต่อทำการซื้อขายสินค้าและบริการกับประเทศเพื่อนบ้าน การค้าระหว่างประเทศจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกในการพัฒนาและนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศ รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว การค้าระหว่างประเทศของไทยที่ผ่านประเทศไทยส่วนใหญ่จะขาดดุลการค้า และได้ดุลการค้าการชำระเงินเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทยส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกษตรกรรม ได้แก่ ข้าว ยางพารา ไม้สัก ดีบุก ข้าวโพด ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง กุ้งสด ทุเรียน มังคุดและที่ส่งออกมากขึ้นโดยเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ ซีเมนต์ อัญมณี ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ ผ้าไหมไทย ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็ได้นำเข้าสินค้าเยอะมาก เป็นเหตุให้ขาดดุลการค้า

สำหรับเศรษฐกิจและการค้าของไทยในระยะที่ผ่านมาจะขยายตัวในอัตราที่สูงมาก แต่จากสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป คือ ได้มีการนำมาตรการใหม่ๆ มาเป็นข้ออ้างในการกีดกันการค้ามากขึ้น เช่น การใช้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด และตอบโต้การอุดหนุนการห้ามนำเข้าโดยอัตโนมัติ โดยใช้เหตุผลทางสุขอนามัย มาตรฐานสินค้าหรือสิ่งแวดล้อม การแข่งขันในตลาดการค้าโลกที่มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ในส่วนของประเทศไทยนอกจากแสวงหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการค้าของโลกโดยเข้าร่วมในกลุ่มเศรษฐกิจการค้าที่มีผลประโยชน์สอดคล้องกันและผลักดันให้มีการพัฒนาอาเซียนเป็นเขตการค้าเสรีแล้ว จะต้องพัฒนาสินค้าออกของไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐานสินค้า และประสิทธิภาพในการผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยในตลาดโลก รวมทั้งจะต้องแสวงหาลู่ทางที่จะขยายการลงทุนของไทยไปในภูมิภาคต่างๆ ให้มากขึ้นทั้งในลักษณะของการลงทุนโดยตรงและการร่วมทุน เพื่อเป็นช่องทางให้สินค้าออกของไทยกระจายไปสู่ตลาดต่างๆ ได้ง่ายขึ้นในภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองนั้น ย่อมก่อกำเนิดขึ้นได้ตลอดเวลา สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ นั้นจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนตลอดจนจะต้องพิจารณาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยว่ามีแนวโน้มดำเนินไปอย่างไร ประสานสอดคล้องกับปัจจัยต่างๆ ในขณะนั้นหรือไม่ สมควรที่จะได้ปรับปรุงและแก้ไขข้อบกพร่องด้านใดบ้าง ซึ่งปัญหาต่างๆเหล่านี้จะคงอยู่ต่อไปและจะทวีความรุนแรงมากขึ้น หากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างการผลิต การนำเข้า และการส่งออกและการแก้ไขนโยบายเศรษฐกิจหลายๆ ด้านอย่างมีระเบียบแบบแผน ก็จะยิ่งสะสมเพิ่มพูนขึ้นจนยากที่จะแก้ไข

ปัยจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อธุรกิจ

สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมีส่วนสำคัญของการตลาด เพื่อประเมินว่าธุรกิจของเราจะมีลักษณะอย่างไร มีความเสี่ยงแค่ไหนในการทำธุรกิจ สำหรับปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อธุรกิจ มีดังนี้
1.ผู้ซื้อก็มีอำนาจที่จะกำหนดราคาของสินค้าให้ลดลง ลูกค้านั้นจะมีสิทธิในการเลือกที่จะไปเสนอซื้อกับผู้ประกอบการเจ้าอื่นๆ ที่สามารถให้ราคาและคุณภาพได้ในแบบที่พวกเขาต้องการ ดังนั้นจึงควรทำข้อตกลงกับร้านค้ารายอื่นๆ ในการกำหนดราคาขั้นต่ำ เพราะเมื่อเราทำข้อตกลงกับกับร้านค้าอื่นๆ ในเรื่องราคาแล้ว ลูกค้าก็จะไม่สามารถต่อรองราคาสินค้าได้มากนัก
2.กลุ่มซัพพลายเออร์ที่รวมกลุ่มกันเพื่อลดอำนาจในการต่อรองกับลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ประกอบการที่ต้องเจอกับซัพพลายเออร์ที่มีจำนวนน้อยแล้วยิ่งเลี่ยงที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ได้ยากเพราะทางเลือกเราย่อมน้อยลงตามไปด้วย และแน่นอนว่าเมื่อเรากำหนดราคาเองไม่ได้ก็จะส่งผลให้ต้นทุนในการทำธุรกิจของเรานั้นสูงขึ้น
3.มีคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เข้ามาลงทุน ส่วนแบ่งการตลาดและกำไรที่เคยมีสูงก็ต้องลดลงเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นควรสร้างความสัมพันธ์ดีกับลูกค้าจนเกิดเป็นความจงรักภักดีได้เช่นกัน แม้ว่าจะมีผู้ประกอบการหน้าใหม่เปิดตัวมา ลูกค้าก็จะยังคงใช้บริการสินค้าและบริการของเราต่อไป และสร้างความโดดเด่นที่เลียนแบบได้ยากเข้าไว้ก็จะกลายเป็นอุปสรรคที่ยากขึ้น
4.ลูกค้าของเรานั้นสามารถหาสินค้าที่มาแทนสินค้าของเรา โดยสินค้าทดแทนนั้นอาจมีราคาที่ถูกกว่าหรือมีคุณภาพบางส่วนที่ดีกว่าของเรา จนตัดสินใจที่จะเลิกซื้อสินค้าและใช้บริการของเราแล้วหันไปเลือกใช้สินค้าทดแทนแทน ดังนั้นเราต้องดึงจุดเด่นแทน เช่น มีแพคเกจที่ทำให้สินค้าของเราดูมีคุณค่าและน่าซื้อมากกว่า
5.การแข่งขันของคู่แข่งที่มีอยู่ ล้วนส่งผลต่อการอัตราความรุนแรงในการแข่งขันแทบทั้งสิ้น และยิ่งตลาดไหนที่มีอัตราการแข่งขันที่รุนแรงแล้วนั้นธุรกิจก็จะยิ่งมีความเสี่ยงในสภาพแวดล้อมที่สูงตาม ดังนั้นเมื่อตัดสินใจที่จะเข้าสู่ตลาดที่มีการแข่งขันที่รุนแรงแล้วก็ควรที่จะเตรียมพร้อมรับมือให้ดี

ยุคที่เศรษฐกิจเปลี่ยนไปตลอดเวลา การทำธุรกิจแบบ Niche Market จึงน่าสนใจ

ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ในเรื่องของการทำธุรกิจก็เช่นกัน ที่ต้องคอยปรับตัวให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้นการการทำธุรกิจให้มีความหลากหลายและแตกต่างจากรายอื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่ดี เพราะสามารถทำให้เราเป็นผู้นำทางธุรกิจเฉพาะทางได้

การเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม เรียกการทำธุรกิจประเภทนี้ว่า Niche Market คือการขายสินค้าให้กับคนเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่สินค้าที่ขายให้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับ เช่น การเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงอ้วน โดยการขายเสื้อผ้าคนอ้วน

การตลาดแบบ Niche Market มีคู่แข่งที่น้อย เพราะเจาะกลุ่มลูกค้ารายเล็กๆ ดังนั้นหากเราค้นพบตลาดนี้และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ได้ ก็จะกลายเป็นผู้นำตลาดได้อย่างง่ายดาย และที่สำคัญเราไม่จำเป็นต้องลงทุนเยอะ เพราะประหยัดได้มาก เนื่องจากลงทุนในกลุ่มตลาดเล็กๆ ถึงแม้ผลตอบแทนจะได้ไม่มากเท่ากับการเจาะกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ แต่ถ้าเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มจะมีเวลาในการศึกษาพฤติกรรม และวางแผนทำการตลาดไปเรื่อยๆ

Niche Market เป็นรูปแบบธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้ด้วยการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และคุณภาพที่เหนือกว่าสินค้าที่เจาะตลาดกลุ่มใหญ่ แต่ไม่ใช่แข่งด้วยการตัดราคาสินค้าให้ต่ำลง ถ้าสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าบางกลุ่มได้ ก็สามารถเป็นผู้นำด้านธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว เพราะลูกค้าจะเชื่อว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เราไม่ต้องโฆษณามาก แต่ลูกค้าจะบอกต่อให้เราเอง เช่น โรงเรียนกวดวิชาต่างๆ ที่เด็กจะรู้กันดีว่า โรงเรียนไหนเก่งวิชาไหน เพราะผู้สอนต่างก็มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาที่ต่างกัน

ข้อเสียของการทำธุรกิจแบบ Niche Market เราต้องพิจารณาว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเรามีกำลังในการซื้อมากพอที่จะทำให้ธุรกิจของเราอยู่รอด Niche Market ที่มีกำลังซื้อจำกัดมากและไม่มีพื้นที่สำหรับขยายธุรกิจได้ในอนาคตอาจไม่คุ้มค่าการลงทุน และยังทำให้เสียเงินไปอย่างไม่คุ้มค่าอีกด้วย แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นคือการดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี เนื่องจากลูกค้าเหล่านี้เป็นกลุ่มเล็กๆแต่สำคัญมาก มีผลในการขยายฐานลูกค้าของเราให้มากขึ้น

กลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตในทางเศรษฐกิจ

จากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำจะทำอย่างไรดี จะประคับประคองธุรกิจอย่างไรยามเศรษฐกิจไม่ดี มีกลยุทธ์อะไรบ้างที่จะช่วยธุรกิจนั้นเติบโตได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมีด้วยกัน คือ

– ลงทุนน้อย ให้ได้กำไรมาก วิธีการเหล่านี้มีมานานตั้งแต่อดีต สมัยโบราณมาแล้วครับ เวลาที่สองเมืองรบพุ่งกันวิธีการที่จะชนะโดยเสียเสบียงไพร่พลให้น้อยที่สุดจะถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งปัจจุบันการทำตลาดด้วยการลงทุนน้อยๆ แต่ให้ได้ผลมากๆ ก็ได้แก่ การทำตลาดผ่าน social network เพราะในปัจจุบันตัวเลขของลูกค้าที่หันมาใช้โทรศัพท์มือถือ smart phone หรืออุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ต่างๆ เริ่มมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ

– ขายให้ถูกช่วงเวลา เพราะบางครั้งการขายสินค้าที่ไม่เหมาะกับกาลเวลาเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจนั้น สะดุดได้

– สะสมกำลังเสบียงให้พร้อม เช่น กำไรสะสม เครดิตการค้า และพนักงานเป็นต้น

– สงบสยบความเคลื่อนไหว เมื่อเกิดสภาวะที่ไม่ดีตลาดฝืดเคือง การขยับขยายอะไรเกินตัวก็อาจทำให้กิจการถึงขั้นหายนะได้ บางทีการอยู่นิ่งๆ เพื่อให้พายุผ่านไปก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่ดี

– การพัฒนา จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องทั้งในช่วงเวลาปกติ และช่วงเวลาที่มีวิกฤตเศรษฐกิจ

– กระชับความสัมพันธ์กับลูกค้า ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำยิ่งต้องใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น มั่นกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อใดที่เศรษฐกิจกลับมาดีลูกค้าก็จะกลับมาหานั้นเอง

– เตรียมตัวให้พร้อมทุกสถานการณ์  ไม่ว่าจะเป็นการดูแลความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับลูกค้า การเตรียมเสบียงให้พร้อม การพัฒนา การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะกับสภาพที่เป็นไปของเศรษฐกิจ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้ประกอบการมีความพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

จากที่กล่าวมานี้นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยทำให้ธุรกิจเติบโตในทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ประกอบการควรจะให้ความสนใจในการสร้างกลยุทธ์ต่างๆเหล่านี้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เพื่อให้ธุรกิจของตนเองนั้นสามารถอยู่รอดต่อไปได้  และหากนำกลยุทธ์มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ให้เข้ากับธุรกิจ และมีความต้องการที่มากพอ ความสำเร็จก็คงไม่ไกลสักเท่าไรนัก

ยอดจำนำเพิ่มมากขึ้นต้อนรับเปิดเทอม

600_24
ช่วงเปิดเทอมนี้ยอดการเข้าใช้โรงรับจำนำของผู้ปกครองและกลุ่มนิสิต นักศึกษา ในช่วงเปิดเทอมนี้มีเพิ่มขึ้นร้อยละ 15-20 ในวงเงิน 800 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะมีผลมาจากที่ทางสำนักงานสถานธนานุบาล กรุงเทพมหานคร ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ร้อยละ 0.50 เพื่อสามารถแบ่งเบาภาระประชาชนและเข้าโครงการจำนำอัตราดอกเบี้ยต่ำได้ โดยสิ่งของส่วนใหญ่ที่ประชาชนนิยมนำมาจำนำนั้นยังคงเป็นทองรูปพรรณกว่าร้อยละ 90 ของสิ่งของทั้งหมด และเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเรียนในโรงเรียนเอกชนจะมาใช้บริการมากกว่าทางรัฐบาล

ในภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และในช่วงนี้เป็นช่วงเปิดเทอม ลูกค้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นเพราะต้องใช้เงินไปจ่ายค่าเล่าเรียนและซื้ออุปกรณ์การเรียนแก่ลูกหลาน โดยพบว่าลูกค้าทั้งชายหญิงมีปริมาณใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยังพบว่ามีลูกค้านำทองคำมาจำนำจำนวนมาก เพราะราคาทองอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งบางรายเป็นเจ้าของร้านค้าทองรายย่อยที่นำทองคำมาจำเพื่อนำเงินไปเป็นทุนหมุนเวียนซื้อทองคำราคาต้นทุนถูกลง สำหรับสินทรัพย์ที่นิยมนำมาจำนำมากที่สุด คือ ทองคำ และเพชร ประมาณร้อยละ 90 เนื่องจากมีสภาพคล่องสูงแปลงเป็นเงินได้รวดเร็ว ส่วนที่เหลือเป็นนาฬิกา กระเป๋าแบรนด์เนม สมาร์ทโฟน และแท็ปเล็ต

พ่อแม่ ผู้ปกครองก็ต้องมีการเตรียมค่าใช้จ่าย ทั้งค่าตำรา ชุดนักเรียน เครื่องเขียน รองเท้า ค่าเทอม และอีกสารพัดรายจ่าย ผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะมองหาตัวช่วย และที่หนีไม่พ้นคือโรงรับจำนำที่มีอยู่หลายแห่งทั่วกรุงเทพมหานคร ซึ่งยังเป็นช่วงเดียวกับที่โรงรับจำนำหลายแห่งตั้งโปรโมชั่นสุดพิเศษให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งช่วงนี้จะเห็นบรรยากาศการเปลี่ยนสภาพสินทรัพย์มีค่ามาเป็นเงินสดด้วยวิธีการต่างๆมากมาย ซึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ นำทองรูปพรรณมาจำนำ และมีอัตราที่เพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่แล้วอาจจะเป็นเพราะสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ส่วนอัตราการไถ่ของคืนส่วนมากแล้วก็มีตามปกติเนื่องจากทางโรงรับจำนำ กทม. ตั้งดอกเบี้ยที่ต่ำ มีบริการผ่อนชำระให้ จึงไม่ค่อยพบปัญหาปล่อยทรัพย์สินหลุดจำนำมากนัก

ในช่วงที่เศรษฐกิจดีจะมีลูกค้าเอสเอ็มอีขยายช่องทางการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น และต้องการเงินทุนหมุนเวียนประกอบกิจการโดยโรงรับจำนำเป็นทางเลือกให้กับผู้ประกอบการอีกทางหนึ่งซึ่งบางครั้งผู้ประกอบการจะนำสินทรัพย์มาจำนำหลายรอบ เพราะไม่ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรแต่ลูกค้าต้องมีทรัพย์มาเป็นหลักประกันในการขอวงเงิน นอกจากนี้การรับจำนำทรัพย์ที่หลากหลายนอกจากทองคำ เช่น ไอโฟน ไอแพด เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการให้ราคาทรัพย์ที่มาจำนำสูงเป็นช่องทางที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ สำหรับการแข่งขันธุรกิจโรงรับจำนำยังมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการสร้างความแตกต่างเพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาใช้บริการ

การสร้างแรงจูงใจและให้กำลังใจกับพนักงานในภาวะเศรษฐกิจซบเซา


เจ้าของธุรกิจทุกรายต่างอยากให้พนักงานของตนเองนั้นทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพและขยันขันแข็ง และแน่นอนในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ หลายบริษัทอาจประสบปัญหาเหล่านี้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อฝ่ายบริหาร ทำให้ผู้นำหลายรายต้องคิดหาแนวทางการแก้ไขต่างๆ จะเห็นว่าความคิดผิดๆที่ไม่อาจสร้างกำลังใจ จะประกอบไปด้วย 1.ให้เงินพิเศษแน่นอนว่าทุกคนชอบได้รับโบนัสทั้งนั้น พนักงานผู้ได้รับโบนัสก็จะขยันทำงานกันมากขึ้น แต่ความสุขที่ว่าก็อยู่ได้ไม่นานนัก2.ทำให้พนักงานมีความสุขไว้ก่อน ซึ่งบางบริษัทถึงกับทำห้องสันทนาการอื่นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นแรงจูงใจและสร้างกำลังใจให้พนักงาน แต่มันกลับไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อประสิทธิภาพการทำงาน 3.มองข้ามปัญหา โดยปล่อยปัญหาให้ผ่านไปแทนที่จะหาวิธีแก้ไข อาจเพราะเห็นว่าปัญหานั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โตและไม่อยากทำร้ายจิตใจพนักงาน 4.ทำอย่างไรก็ไม่เกิดแรงจูงใจคือพนักงานแต่ละคนนั้นควรได้รับการผลักดันที่แตกต่างกันไป 5.ไม่ต้องผลักดันพนักงานที่เก่งอยู่แล้วเพราะคนเหล่านี้เรียนรู้ไว ปรับตัวได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ จนทำให้เจ้านายคิดไปเองว่าไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อพนักงานเหล่านี้อีก
สำหรับวิธีที่จะช่วยกระตุ้นกำลังใจแก่พนักงานมีด้วยกันดังนี้
– การพูดชื่นชมงานที่สำเร็จแล้วหรืออาจเสร็จแค่บางส่วน
– ถ้าพนักงานดูเหนื่อยหน่ายกับงานที่ทำก็เรียกพวกเขามาคุยเพื่อดูว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง
– ชี้แจงให้กระจ่างว่าอะไรคือความคาดหมายที่ต้องการได้รับจากงานแต่ละชิ้น
– แบ่งงานให้พนักงานแต่ละคนทำโดยเนื้องานที่หลากหลายไม่ซ้ำซาก
– แสดงให้พนักงานเห็นว่างานที่พวกเขาทำก่อประโยชน์ต่อบริษัทมากแค่ไหน
– ทำให้พนักงานรู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาทำมีความหมายมากเพียงใด
– ติชมชี้แนะการทำงานของพนักงานทั้งด้านดีและด้านลบ เพื่อนำไปพัฒนาการทำงานต่อไป
– ให้อิสระแก่พนักงานในการรับผิดชอบงาน
– สร้างความลึกซึ้งของงานที่พนักงานแต่ละคนทำ
– เปิดโอกาสอย่างเหมาะสมให้พนักงานได้ประสบความสำเร็จในงานที่ทำ
จะเห็นได้ว่าหากผู้บริหารมีความใกล้ชิดกับพนักงาน โดยการพูดคุยกันบ้าง เพื่อถามไถ่ปัญหา ก็จะทำให้ทราบว่าพนักงานต้องการอะไร เพื่อจะได้ส่งผลให้การทำงานออกมามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การเคลื่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจเมื่อไทยเข้าสู่อาเซียน


อาเซียนจะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2558 โดยมีเป้าหมายให้อาเซียนมีตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี อาเซียนได้จัดทำแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Blueprint) ซึ่งเป็นแผนงานบูรณาการดำเนินงานให้ด้านเศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ 4 ด้านคือ
 1.  การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว โดยจะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี และการเคลื่อนย้านเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมการรวมกลุ่มสาขาสำคัญของอาเซียนให้เป็นรูปธรรม โดยได้กำหนดเป้าหมายเวลาที่จะค่อยๆ ลดหรือยกเลิกอุปสรรคระหว่างกันเป็นระยะ ทั้งนี้่ กำหนดเป้าหมายให้ลดภาษีสินค้าเป็น 0% และลดหรือเลิกมาตราการที่มิใช่ภาษี สำหรับประเทศสมาชิกเก่า 6 ประเทศภายในปี 2553 เปิดตลาดภาคบริการและเปิดเสรีการลงทุนภายในปี 2558 และเปิดเสรีการลงทุนภายในปี 2553
2.  การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียนโดยให้ความสำคัญกับประเด็นด้านนโยบายที่จะช่วยส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ เช่น นโยบายการแข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นโยบายภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (การเงิน การขนส่ง เทคโนโลยีสารสนเทศและพลังงาน)
3.  การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค ให้มีการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการเสริมสร้างขีดความสามารถผ่านโครงการต่างๆ เช่น ข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration-IAI) เป็นต้น เพื่อลดช่องว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก
4.  การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก เน้นการปรับประสานนโยบายเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศภานนอกภูมิภาค เพื่อให้อาเซียนมีท่าทีร่วมกันอย่างชัดเจน เช่น การจัดทำเขตการค้าเสรีีของอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาต่าง ๆ เป็นต้น รวมทั้งส่งเสริมการสร้างเครือข่ายในด้านการผลิต/จำหน่ายภายในภูมิภาคให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก

ธุรกิจไทยต้องเข้าไปแข่งขันในต่างประเทศ
สำหรับนักลงทุนไทยทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับการไปลงทุน หรือทำมาค้าขายในต่างประเทศ รัฐมีหน้าที่ต้องช่วยให้ความรู้ ให้การสนับสนุน รวมทั้งขจัดอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น เช่น การเข้าสู่แหล่งทุนนอกประเทศ ความรู้ทางระเบียบ ข้อกฎหมายต่างๆ ความรู้ด้านภาษี การคุ้มครองสิทธิ์ของทรัพย์สินทางปัญญาแก่นักลงทุนไทย ทั้ง 2 กรณีข้างต้น ภาครัฐควรร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย จัดให้มีศูนย์ที่ให้คำปรึกษาในการปรับตัวของธุรกิจก่อนเข้าสู่ AEC และการทำการค้า การลงทุนในต่างประเทศด้วย ศูนย์ให้คำปรึกษานี้ จึงเป็นหน่วยงานที่มีสถานะมากกว่าการให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่จะสามารถให้คำแนะนำ ประสานงาน และการช่วยเหลือด้านแหล่งเงินทุนทั้งในและนอกประเทศด้วย

ดังนั้นการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงเป็นเรื่องที่เรามองข้ามไปไม่ได้ การปฏิบัติตามข้อตกลงในกรอบ AEC ถือเป็นการสร้างโอกาสให้กับธุรกิจไทย แต่คงไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจไทยมีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะโจทย์ที่ผมเสนอไว้ว่า ทำอย่างไรประเทศไทยจะสามารถก้าวไปให้ไกลกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เพราะหนทางเดียวที่จะรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ มีคุณภาพ การออกแบบที่ทันสมัย และการสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ หากต้องการให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลุ่ม SME ลงมาจนถึงอุตสาหกรรมพื้นบ้านของไทยเรา มีอนาคตที่สดใส

ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเหมือนกันในสภาวะเศรษฐกิจ

20

ภาวะทางธุรกิจที่ถดถอยอย่างหนักในปัจจุบันอันมีต้นกำเนิดเกิดจากวิกฤต Sub-Prime (ซับไพรม์) ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่แพร่กระจายทั่วทุกมุมโลกอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการปล่อยกู้เงินที่มีความหละหลวมของสถาบันการเงินไปยังกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะผ่อนชำระเงินกู้ได้ ซึ่งนักสื่อสารมวลชนในไทยได้ตั้งฉายาของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ว่า “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ตามสัญลักษณ์และลักษณะของประเทศที่เป็นต้นกำเนิด แต่ไม่ว่าเราจะเรียกวิกฤตทางการเงินครั้งนี้ว่าอะไรก็แล้วแต่ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญหรือสาระหลักที่จะมาเอ่ยถึงในบทความนี้ ใจความสำคัญของเราคือ การสร้างธุรกิจให้เจริญเติบโตในภาวะเศรษฐกิจที่ติดลบ ซึ่งหลายคนเมื่ออ่านมาถึงประโยคเมื่อสักครู่อาจจะต้องตั้งคำถามในใจว่าจะเป็นไปได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ขนาดนี้ ที่ทุกวันมีแต่ข่าวเลิกจ้าง ปลดพนักงาน ปิดกิจการ เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ยังคงติดลบถ่ายทอดออกมาเป็นกราฟทางเศรษฐกิจที่ลูกศรทิ้งดิ่งลงมาอยู่ตลอดเวลา

เราควรเริ่มหาลูกค้ารายใหม่ๆ ให้กับบริษัท ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเหมือนกันในสภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว โดยอาจจัดตั้งทีมขึ้นมาสักหนึ่งทีมทำหน้าที่เสมือนกับพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าแต่มีอะไรที่เหนือมากกว่าพนักงานขายทั่วไป ทำหน้าที่ค้นหาและสร้างลูกค้ารายใหม่ขึ้นมา ซึ่งการได้ลูกค้ารายใหม่เข้ามาจะทำให้สามารถกำหนดและสร้างตลาดในกลุ่มใหม่ๆ ได้อีกด้วยอีกทั้งยังเป็นผลดีกับทางบริษัทเป็นอย่างมาก เพราะการที่บริษัทมีลูกค้าใหม่เข้าเพิ่มมากขึ้นก็เปรียบเสมือนกับการขยายฐานพีระมิดที่จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับทางบริษัท จำไว้ว่า ยิ่งเศรษฐกิจมีภาวะถดถอยมากเท่าไร ยิ่งต้องหาลูกค้ารายใหม่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น การกำหนดเป้าหมายและวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเปรียบเสมือนการวางแผนการล่วงหน้าอย่างคร่าวๆ ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนคือกำหนดเป้าหมายปลายทางที่ต้องการจะไปถึง เช่น ถ้าเป็นการขายผลิตภัณฑ์หรือสินค้าประเภทต่างๆ ก็ควรกำหนดยอดที่ควรขายให้ได้เอาไว้ล่วงหน้าให้ชัดเจนเพื่อสร้างแรงกระตุ้น อีกทั้งยังสามารถนำมาคำนวณตัวเลขรายรับทางบัญชีได้ล่วงหน้าอีกด้วย

เมื่อสภาวะเศรษฐกิจทำให้ธุรกิจมีปัญหา เราจะหาเงินทุนอย่างไร

ในการทำธุรกิจหลายคนอาจประสบปัญหาการขาดแคลนเงินสดในการใช้จ่ายในองค์กร จึงต้องอาศัยการวางแผนทางการเงินที่ดีเพื่อป้องกันไม่ให้อยู่ในสภาวะฉุกเฉินในระดับหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหาภาวะการขาดแคลนเงินสดจึงต้องอาศัยความรู้ด้านต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้

ธนาคารเป็นลำดับแรกที่ผู้ประกอบการมักให้ความสนใจเมื่อบริษัทเกิดขาดแคลนเงินสด แต่ธนาคารมักระมัดระวังในการปล่อยกู้เป็นอย่างมาก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ธุรกิจยังไม่ประสบปัญหา ธนาคารกลับยื่นข้อเสนอในการกู้ยืมให้มากมาย ทั้งนี้เป็นเพราะธนาคารกลัวว่าเมื่อเกิดปัญหาขึ้นทางเราจะไม่สามารถนำเงินมาใช้คืนได้ ซึ่งต่างจากตอนที่ธุรกิจสามารถไปได้ดีและมีกำลังจ่ายสูง แต่อย่างไรก็ตามในการทำธุรกิจต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป เพราะถ้าเราอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะประสบปัญหาเราควรเริ่มติดต่อธนาคารและกู้ยืมไว้ตั้งแต่แรก เพราะธนาคารจะยื่นข้อเสนอดีๆให้กับเราอยู่ เพื่อนำเงินจำนวนนั้นมาหมุนเวียนได้อย่างคล่องตัว โดยส่วนใหญ่ผู้ประกอบการคิดว่าในการกู้แต่ละครั้งเป็นการกู้แบบระยะสั้นต้องนำไปคืนธนาคารอยู่ดี ทำให้ไม่ได้สนใจในรายละเอียดของการกู้ยืมมากนัก อีกทั้งดอกเบี้ยอาจทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าของเรามีราคาสูงขึ้น ดังนั้นควรเลือกรูปแบบของการกู้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ

ผู้ประกอบการอาจจะขาดแคลนเงินจนไม่สามารถกู้กับทางธนาคารได้ วิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาได้คือ การนำของในบริษัทไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ไปขายเพื่อแลกกับเงินสดสักก้อน โดยอาจเลือกเป็นสิ่งของที่ไม่ค่อยจำเป็นหรือหาอย่างอื่นมาทดแทนได้ไปก่อน หรือธุรกิจอาจขาดเงินในบางช่วงก็ควรใช้วิธีจำนำแทน แล้วจึงนำเงินสดไปไถ่คืน

การทำธุรกิจไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว การวางแผนถึงอนาคตก็เป็นสิ่งจำเป็น ทำให้รู้ว่าช่วงไหนจะขาดแคลนเงิน ทำให้เกิดการเตรียมพร้อมไว้ก่อนเมื่อถึงเวลานั้น และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือฐานลูกค้าที่มั่นคง ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท

วิธีการผลักดันธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ

ในสภาวะที่เศรษฐกิจมีการถดถอยเข้าสู่ขั้นวิกฤติ ทำให้มีการใช้แหล่งเงินกู้ของสถาบันทางการเงินที่ถูกกู้โดยลูกค้าที่ไม่มีความสามารถที่จะชำระเงินกู้ได้ ดังนั้นเราจึงควรสร้างธุรกิจให้กลับมาเติบโตในยุคที่มีความย่ำแย่ และมีแนวโน้มที่จะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

วิธีที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ มีดังนี้

1.ทำการหาลูกค้าใหม่ ทำการหาลูกค้ารายใหม่ๆให้กับบริษัท ถึงแม้จะเป็นไปได้ยาก แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยอาจจะตั้งทีมขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ขายและสร้างลูกค้ารายใหม่ ซึ่งการหาลูกค้ารายใหม่นั้นช่วยสร้างตลาดในกลุ่มใหม่ๆได้ ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับบริษัท

2.การจัดการเงินของบริษัท ถึงแม้การจัดการเงินในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะเป็นเรื่องที่ยากก็ตาม โดยการจัดการด้านการเงินต้องทำอย่างรัดกุม เพราะต้องนำเงินเหล่านี้ไปใช้จ่ายสารพัด และถ้าไม่มีการบริการที่รอบคอบแล้วย่อมทำให้ธุรกิจมีการหยุดชะงักได้

3.กำหนดเป้าหมายและวิธีปฏิบัติที่ชัดเจน มีการวางแผนงานล่วงหน้า กำหนดเป้าหมายที่จะทำ เพื่อช่วยเพิ่มแรงกระตุ้น อีกทั้งยังสามารถควบคุมการทำงานได้อีกด้วย

4.นำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วยในการผลิตสินค้าซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้บริษัทมีความเจริญก้าวหน้า สามารถผลิตสินค้าได้ครั้งละมากๆ อีกทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆช่วยพัฒนาบุคลากรได้อีกด้วย

5.ปรับปรุงการบริการ ลูกค้าเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจมีความอยู่รอด บริษัทจึงต้องปรับปรุงการบริการอยู่เสมอ เพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้

6.มีการฝึกอบรมพนักงาน เพราะพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมจะมีความรู้ความสามารถมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมมาใช้ในตำแหน่งหน้าที่การงานของตนเองได้ ถึงแม้บริษัทจะต้องเสียค่าอบรมเป็นเงินจำนวนหนึ่งก็ตาม

7.จัดระบบตัวแทนจำหน่าย พูดคุยตกลงกันในเรื่องต่างๆ ให้แต่ละฝ่ายมีผลประโยชน์ที่ไปด้วยกันได้ ซึ่งบางทีตัวแทนจำหน่ายอาจช่วยเหลือเราทางด้านเทคนิคต่างๆ หรือแม้แต่กระทั่งด้านการเงินก็เป็นไปได้

การทำธุรกิจในสภาวะที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงที่แย่ อาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ทางผู้ประกอบการเองจึงต้องมีความเชื่อมั่น และต่อสู่ต่ออุปสรรคต่างๆให้ได้ อีกทั้งต้องมีความตั้งใจจริงจึงจะทำให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นฟูให้กลับมาเป็นแบบเดิมได้

ลักษณะของแผนธุรกิจที่ดี ที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับเศรษฐกินในปัจจุบัน

ในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจมีหลักการ ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ และทิศทางการดำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้ มุ่งเน้นให้ผู้ที่สนใจจะเป็นผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจค้าปลีก หรืออุตสาหกรรมในครอบครัว ได้มีโอกาสศึกษาทำความเข้าใจลักษณะของแผนธุรกิจและ การเตรียมตัวก่อนทำธุรกิจ และเป็นแนวทางในการจัดทำแผนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจมีความรู้ความเข้าใจลักษณะของแผนธุรกิจที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจค้าปลีกหรือผู้ประกอบการ SMEs จะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ซึ่งแผนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานในอนาคตของผู้บริหารรวมทั้งเป็นประโยชน์แก่สถาบันการเงินและนักลงทุนภายนอก ที่จะเป็นแหล่งเงินทุน ให้แก่กิจการในอนาคตได้ โดยปกติแผนธุรกิจ จะบอกให้เราทราบว่าปัจจุบันเราเดินอยู่ ตรงไหน อนาคตจะไปอยู่ที่ใด ด้วยวิธีการอย่างไรโดยทั่วไปจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
1.   มีลักษณะน่าเชื่อถือและสามารถเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ ซึ่งแผนธุรกิจที่ดีจะทำให้ผู้ร่วมลงทุนหรือผู้ให้กู้มีความเชื่อใจว่า ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกรายใหม่ สามารถทำให้ความคิดตามแผนที่วางไว้เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
2.   แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดย่อม การที่ผู้ประกอบการมีพื้นความรู้ด้านการค้าปลีก มีเชี่ยวชาญมีความชำนาญเฉพาะด้าน ความสมบูรณ์ครบถ้วนของแผนธุรกิจจะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการค้าปลีก มีความสามารถ และความตั้งใจจริง เพราะถ้าแผนขอกู้ยังไม่มีคุณภาพขาดความความสมบูรณ์ครบถ้วน ย่อมคาดหวังไม่ได้กับประสิทธิผลของการประกอบการธุรกิจค้าปลีก
3.  มีลักษณะเฉพาะตัว ที่ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างจากแนวความคิดเดิมที่ผ่านมาทำให้แผนมีลักษณะเด่นและควรสร้างความน่าเชื่อถือโดยมีข้อมูลหรือสารสนเทศพร้อมอ้างอิง
4.  สามารถสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีการวางแผนการณ์ดำเนินงานมาอย่างดี แผนจะบอกถึงระดับความเตรียมพร้อมในธุรกิจที่จะลงทุน และชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการ มีความรู้เท่าทันในธุรกิจนั้นๆ ได้ดีเพียงใด ถ้ามีระดับการเตรียมพร้อมตลอดจนแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ยิ่งทำให้ผู้ร่วมลงทุน หรือผู้ให้กู้รู้สึกเสี่ยงน้อยลงเท่านั้น
5. แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความมุ่งมั่น มีวิสัยทัศน์ คือเป็นผู้เล็งการณ์ไกล และมีวิธีจะจัดการกับสิ่งท้าทายในอนาคต

ความสัมพันธ์ของธุรกิจเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ


ลักษณะทั่วไปและความสำคัญของธุรกิจ
ธุรกิจมีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตประจำวันและมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจ ทั้งนี้เนื่องจากมนุษย์มีความต้องการเป็นพื้นฐาน และเพื่อขวานขวายให้ได้มาซึ่งสิ่งต่าง ๆ สำหรับมาบำบัดความต้องการของตนเองและครอบครัว จึงก่อให้เกิดกิจกรรมประเภทต่าง ๆ ที่ถือว่าเป็นธุรกิจขึ้น ธุรกิจจึงเกิดขึ้นโดยมีจุดมุ่งเพื่อจะบำบัดหรือสนองความต้องการของมวลมนุษย์  ธุรกิจเป็นพลังผลักดันที่ครอบคลุมไปทั่วสังคมของมนุษย์ เป็นที่ก่อให้เกิดการว่าจ้างแรงงาน เป็นแหล่งที่ใช้ทรัพยากรมากที่สุด เป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดรายได้และภาษีอากร ซึ่งแต่ละปัจจัยดังกล่าวนี้มีอิทธิพลที่จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและ สังคม

ความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถและความชำนาญของมนุษย์ตลอดจน สุขภาพและความคิดอ่าน เพราะพลังคนเป็นสิ่งสำคัญในการประกอบการ อย่างไรก็ตามธุรกิจต่าง ๆ นั้นมิได้ตั้งขึ้นแต่เพียงเพื่อแสวงหากำไรเท่านั้น หากยังได้ทำประโยชน์ให้กับสังคมโดยการจัดให้มีสินค้าและบริการสนองตอบความ ต้องการของสังคมด้วย

ประโยชน์ของธุรกิจ
ธุรกิจมีประโยชน์ต่อประชาชน สังคม และประเทศชาติ ดังนี้
1.  ทำให้เกิดกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ
เพื่อ ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งมีความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด เช่น เมื่อมีบ้านย่อมต้องการเฟอร์นิเจอร์  เครื่องปรับอากาศ  เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในบ้าน เป็นต้น
2.  ช่วยกระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค
องค์กร ธุรกิจเมื่อผลิตสินค้าแล้วย่อม ต้องการขายหรือจำหน่ายสินค้าออกสู่ผู้บริโภค จึงต้องมีธุรกิจอื่นมาทำหน้าที่กระจายสินค้าเหล่านั้น เช่น มีระบบคนกลาง ได้แก่ พ่อค้าส่ง พ่อค้าปลีก ตัวแทนจำหน่ายและนายหน้า  มีระบบการขนส่ง การคลังสินค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ฯลฯ
3.  เกิดการจ้างงาน
ธุรกิจต้องจ้างบุคคลเข้ามาทำงาน ทำให้ช่วยลดปัญหาการว่างงานและปัญหาทางสังคมด้วย
4.  ช่วยให้ประชาชนมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น
ประชาชน มีงานทำและมีรายได้จากองค์กร ธุรกิจ  ทำให้มีโอกาสได้เลือกซื้อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพดีขึ้น เกิดมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้นด้วย
5.  สร้างรายได้ให้กับรัฐ
การเสียภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของธุรกิจให้กับรัฐบาล ทำให้รัฐบาลมีเงินไปพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้าน
6.  เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
มี เครื่องจักรที่ทันสมัยในการผลิต สินค้า  มีเครื่องมือสื่อสารที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต  เป็นต้น
7.  ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
การผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานที่ดี  เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค สามารถนำออกไปจำหน่ายต่างประเทศ   ทำให้มีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น   เศรษฐกิจของประเทศก็จะดีขึ้น

บทบาทของธุรกิจต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ
1.  พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน  (ผลิตและจำหน่ายสินค้าและบริการที่ดี)
2.  พัฒนาสังคมให้ก้าวหน้า  (คนมีงานทำ  มีสินค้าและบริการครบครัน)
3.  สร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจของประเทศ   (สร้างรายได้ให้ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป)